ประเพณีวัฒนธรรมของคนล้านนาเมื่อมีคนตายจะต้องจัดพิธีงานศพ
ขึ้นเพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่คนตายอย่างสมเกียรติ พิธีงานศพของคนล้านนาจะมีการจัดแต่ง
ปราสาทใส่ศพประดับประดาด้วยดอกไม้สดหรือแห้งให้แลดูสวยงาม นับว่าเพื่อเป็นการ
ยกย่องผู้ตายให้ได้ขึ้นไปสู่สรวงสรรค์ชั้นฟ้า ปราสาทงานศพจะนิยมใช้ในพิธีงานศพของ
จังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือเท่านั้น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นวัฒนธรรมที่รับมาจากเมือง
เชียงรุ้งแห่งสิบสองปันนา ซึ่งถือว่าเป็นต้นตระกูลไทแต่ดั้งเดิม
                               รูปแบบของปราสาทงานศพมีด้วยกัน 2 รูปแบบคือ
ปราสาทที่ทำด้วยไม้ ซึ่งเป็นวัสดุดั้งเดิมส่วนใหญ่ทำมาจากไม้ฉำฉา เพราะมีน้ำหนัก
เบาและเวลาเผาจะไหม้ไฟได้ง่าย ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งจะเป็นวิวัฒนาการของปราสาท
สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ โดยจะนำโต๊ะ เก้าอี้มาประดับในปราสาท เมื่อเวลาเผาศพ
แล้วก็จะนำโต๊ะ เก้าอี้เหล่านั้นไปมอบถวายให้กับวัดเพื่อใช้ในสาธารณประโยชน์ต่อไป
                               ขั้นตอนการทำพิธีศพของคนในภาคเหนือนั้น เมื่อมีคนตายขึ้น
ทางบ้านโดยลูกหลานหรือญาติพี่น้องก็จะรีบไปติดต่อซื้อโลงศพและปราสาททันที การตั้งศพจะประกอบด้วยโลงศพมีการประดับประดาด้วยไฟสีหรือไฟกระพริบอย่างสวยงาม
ก่อนที่จะนำโลงศพขึ้นบรรจุบนปราสาท จะมีการทำพิธีกรรมทางสงฆ์คือการทานปราสาทเสีย
ก่อน โดยจะนิมนต์พระสงฆ์มาเป็นผู้ทำพิธีก่อนที่ชาวบ้านและบรรดาลูกหลานของคนตายจะ
ช่วยกันยกโลงศพขึ้นบรรจุบนปราสาท ซึ่งพิธีทานประสาทมักจะกระทำก่อนวันเผา 1 วัน
                               ในพิธีงานศพแถบหมู่บ้านรอบนอกจะนิยมจ้างวงดนตร
ีบรรเลงปี่พาทย์หรือวงสะล้อซอซึง มาเล่นประกอบพิธีศพกันอย่างครึกครื้น การสวดศพส่วน
ใหญ่แล้วจะตั้งสวด 3 - 5 วันนิยมตั้งศพไว้ที่บ้าน นิมนต์พระสงฆ์ไปสวดที่บ้าน แต่ปัจจุบัน
ความนิยมดังกล่าวลดลงจะมีให้เห็นและเหลืออยู่ก็เพียงชาวบ้านที่อยู่ในชนบท ที่มีบริเวณ
บ้านกว้างขวางพอที่จะตั้งปราสาท และทำพิธีศพได้ ส่วนคนในเมืองที่มีบริเวณบ้านคับแคบ
ก็จะเอาศพไปตั้งไว้ที่วัด
                               วัดในแถบภาคเหนือจะต่างจากวัดของภาคอื่นๆคือในวัด
จะไม่มีเมรุเผาศพ เพราะการเผาศพจะไม่ได้เผาที่วัด แต่จะนำไปเผาที่สุสาน หรือ ป่าช้า
คนล้านนาเรียก ป่าเหี้ยว นอกจากปราสาทที่พบอยู่ในพิธีกรรมงานศพของคนธรรมดาแล้ว
ยังมีปราสาทอีกชนิดหนึ่งที่ใช้บรรจุศพของพระที่มรณภาพ จะแตกต่างกันในรายละเอียดและ
ทำขึ้นอย่างสวยงามมากกว่าของคนธรรมดา ส่วนใหญ่แล้วจะทำขึ้นเป็นรูปนกหัสดีลิงค์ ซึ่ง
ตามตำนานเชื่อว่า นกหัสดีลิงค์เป็นนกในวรรณคดี ไทยที่มีพละกำลังมากเป็น 5 เท่าของช้า
ง และเป็นพาหนะของผู้มีบุญ ดังนั้นในพิธีงานศพของพระเถระเราจึงเห็นปราสาท
บรรจุศพทำเป็นรูปนกหัสดีลิงค์
                               การประดับประดางานศพของพระดูจะหรูหรามากกว่าของคนทั่วไป
โดยเฉพาะระดับเจ้าอาวาส หรือ พระที่มีอายุพรรษามากๆ หรือเป็นที่เคารพนับถือของชาว
บ้าน ก็จะจัดงานที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น สำหรับการจัดงานศพของพระในภาคเหนือจะนิยมเก็บ
ศพของพระไว้จนถึงหน้าแล้งหรือราวเดือนมีนาคมจนถึงเดือนเมษายน สิ่งที่น่าสังเกตอีก
อย่างหนึ่งสำหรับพิธีเผาศพพระนั่นก็คือพิธีจะจัดอยู่ในบริเวณวัดและจะ
ทำการเผาศพพระในบริเวณนั้นเลย ซึ่งต่างจากของคนทั่วไปที่จะไม่ให้เผาในวัด
                              พิธีเผาศพแบบโบราณของคนเมืองล้านนาถูกรื้อฟื้นขึ้นอีกครั้ง
ในงานพระราชทานเพลิงของจรัล มโนเพ็ชร ศิลปินพื้นบ้านล้านนาและผู้มีผลงานดีเด่นด้าน
วัฒนธรรม พิธีดังกล่าวจัดขึ้นตามความเชื่อแบบดั้งเดิมของคนเมืองเหนือ โดยจะเห็นว่ารูป
ทรงของปราสาทงานศพแตกต่างไปจากที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เป็นปราสาททรงสูงไม่มียอด นอกจากนั้นในขบวนแห่ศพของคนเมืองยังมีความเชื่อเก่าแก่คือจะนิยมให้คนถือตุงสามหาง
สะพายย่ามใส่ข้าวด่วนและคนหามโคมไฟ ตามความเชื่อของคนล้านนาว่าเป็นการนำทางผู้
ตายไปสู่สรวงสรรค์เดินนำหน้าขบวนแห่ศพ เมื่อเวลาที่ศพเคลื่อนมาถึงสุสานก็จะมีการจุด
บอกไฟเพื่อให้เทวดารับรู้ สมัยก่อนการเผาศพจะนิยมเผาพร้อมกับปราสาทกลางลานในสุสาน
                              หลังจากที่ยุคสมัยของบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปพิธีกรรมดังกล่าวก็
เปลี่ยนแปลงไป เราจะเห็นว่าในสังคมปัจจุบันไม่ได้มีการเผาศพกลางแจ้งอีกแล้ว ส่วนใหญ่
จะนิยมเผาในเตาซึ่งไม่เป็นที่อุจาดตาแก่ผู้พบเห็นอีกทั้งขั้นตอนต่างๆ ก็ถูกตัดทอนให้สั้นลง
เช่น การจุดประทัด พลุ หรือ บอกไฟ ที่คนล้านนามีความเชื่อต้องการส่งวิญญาณของผู้ตาย
ให้ขึ้นสู่สวรรค์นั้น ปัจจุบันทางราชการมีประกาศห้ามจุดพลุหรือบอกไฟในพิธีงานศพ เพราะ
ทำให้เกิดเสียงดังเป็นที่รำคาญแก่คนในชุมชน
                              ปัจจุบันการทำปราสาทงานศพเหลือเพียงไม่กี่แห่งตามชุมชน
หมู่บ้านต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในการทำปราสาทงานศพก็ได้แก่ ที่หมู่
บ้านปากกอง อำเภอสารภี หมู่บ้านนี้ได้ชื่อว่าทำปราสาทงานศพมาเป็นเวลานานหลายชั่วอาย
ุคนแม้ว่าบางบ้านจะเลิกทำอาชีพนี้แล้วก็ตาม แต่ส่วนใหญ่ชาวบ้านของที่นี่ยังประกอบอาชีพ
ทำประสาทงานศพกันอยู่
                              เจ้าของร้านปากกองศิลป์ ซึ่งเป็นร้านทำปราสาทงานศพ คุณอินทร
ทาระวรรณ บอกว่า เริ่มทำปราสาทสำหรับศพมากว่า 30 ปีแล้ว โดยได้สืบทอดกิจการต่อจาก
พ่อหนานคำซึ่งเป็นบิดา เมื่อก่อนนั้นแถบอำเภอสารภีจะมีการทำปราสาทงานศพกันไม่กี่เจ้า
แต่ที่หมู่บ้านปากกองนี้ถือว่าพ่อหนานคำได้ทำขึ้นเป็นเจ้าแรกŽ
                              สนราคาของปราสาทไม้ต่ำสุดนั้นราคาประมาณ 2,000 บาทเรื่อย
ไปจนถึงราคาหมื่นกว่าบาทก็มี แต่ที่เห็นมีราคาแพงมากๆ ก็เป็นปราสาทที่ทำเป็นรูปนกหัส
ดีลิงค์ ซึ่งบางครั้งต้องใช้เวลาทำนาเกือบ 2 เดือน ราคาก็ตกประมาณ 8 หมื่นถึง 2 แสนบาท
แล้วแต่ความยากง่ายของลวดลายและขนาดเล็กหรือใหญ่ด้วย
ปราสาทงานศพของคนล้านนานอกจากจะเป็นวัฒนธรรมตามความเชื่อที่ถูกถ่ายทอดมาจาก
บรรพบุรุษแล้ว ถ้ามองในแง่ของงานศิลปะถือได้ว่าเป็นงานที่สะท้อนฝีมือและความคิดใน
การสร้างสรรค์ที่ไม่มีชุมชนใดของประเทศเสมอเหมือนนอกจากบนผืนแผ่นดินล้านนาน
ี้เท่านั้น

ที่มา:: www.chiangmainews.co.th